รายงานพิเศษ ไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 H1N1 หรือไข้หวัดหมู

รายงานนี้เป็นรายงานพิเศษที่จะเป็นการให้ข้อมูล ไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ซึ่งเป็นการรวบรวมข้อมูลจากหลาย ๆ ที่รวมถึงเอกสารวิชาการ และการจัดการที่ต่างประเทศดำเนินการ ซึ่งจะประกอบด้วย 3 ตอนด้วยกัน โดยตอนแรกจะกล่าวถึงไวรัสและประวัติการระบาด ตอนที่ 2 จะกล่าวถึงอณุชีววิทยาของไวรัสไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ และอาการของโรค รวมถึงวิะีป้องกันและรักษา ส่วนตอนที่ 3 จะเป็นบทสรุปและทิศทางในอนาคต

ไวรัสไข้หวัด influenza A (H1N1)

ไวรัสไข้หวัด influenza A (H1N1) นั้นเป็นเชื้อสายพันธุ์ย่อยของเชื้อไข้หวัด Influenza A และเป็นไวรัสสายพันธุ์ที่ทำให้เกิดอาการไข้หวัดทั่วไปในมนุษย์ บางสายพันธุ์นั้นระบาดในมนุษย์เป็นช่วง ๆ และก่อให้เกิดอาการที่คล้ายป่วยไข้หวัดและบางสายพันธุ์เป็นไข้หวัดตามฤดู นอกจากสายพันธุ์ที่ระบาดในมนุษย์แล้ว ยังมีสายพันธุ์อื่น ๆ ที่ระบาดในนกและหมูอีกด้วย

ไวรัสไข้หวัดสายพันธุ์ต่าง ๆ ในมนุษย์ทีี่เกิดขึ้นมา โดยในกล่องสีเหลี่ยมจะแสดงถึงสายพันธุ์ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดการระบาดไปทั่วอย่างในปัจจุบัน จุดนั้นหมายถึงไม่สามารถจำแนกสายพันธุ์ได้

การจำแนกสายพันธุ์ไวรัส

ภาพโครงสร้างไวรัส influenza A

ไวรัสไข้หวัด influenza A นั้นสามารถจำแนกสายพันธุ์ด้วยโปรตีน 2 ชนิดที่พบอยู่บนผิวของไวรัส นั้นคือ hemagglutinin (H) และ neuraminidase (N) ซึ่งทุกไวรัสในสายพันธุ์ Influenza A นั้นจะมีโปรตีนเป็นส่วนประกอบด้วยทั้งหมด แต่จะแตกต่างกันที่โครงสร้างของดปรตีนกันไปในแต่ละสายพันธุ์ ซึ่งเกิดจากการที่ไวรัสมีการกลายพันธุ์ที่รวดเร็วในสารพันธุกรรมของตัวเอง

ภาพโครงสร้างโปรตีน Hemagglutinin และ Neuraminidase ตามลำดับ

สายพันธุ์จะระบุโดยต่ำแหน่งตัวเลขที่ให้ 2 หมายเลขและ 5 หมายเลข อ้างอิงตามรูปแบบโปรตีน 2 ชนิดที่กล่าวไปข้างต้นที่ไวรัสมีประกอบอยุ่ ซึ่งในนกจะพบว่ามีสายพันธุ์ไข้หวัดที่ประกอบด้วย H 16 แบบ และ N 9 แบบที่รู้จักกันในตอนนี้ แต่มีเพียง H แบบที่ 1,2 และ 3 และ N แบบที่ 1 และ 2 นั้นที่พบส่วนใหญ่ในมนุษย์

ประวัติการระบาดครั้งใหญ่ของไข้หวัด

ไวรัสไข้หวัดนั้นค้นพบครั้งแรกว่ามีการระบาดครั้งใหญ่ในปี 1890 ไข้หวัดรัสเซีย (H1N1) นั้นคือจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ไข้่หวัด

แผนภาพการผู้สียชีวิตจากไข้หวัดที่ระบาดที่ผ่านมา

ในปี 1918 เกิดการระบาดของไข้หวัดครั้งใหม่ ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดสเปน H1N1 ระบาดโดยบางงานวิจัยคาดว่าเป็นการระบาดโดยตรงจากนกสู่คน แต่บางงานวิจัยก็แย้งว่าเชื้อน่าจะฝักตัวในสัตว์ตัวกลางอย่างเช่นหมูก่อน หรือสัตว์อื่น ๆ ซึ่งไวรัสนี้มีรายงานครั้งแรกที่สหรัฐอเมริกาและสามารถระบาดทั่วโลกได้ภายใน 4 เดือน ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกกว่า 40-50 ล้านคน และทำให้มีผู้ติดเชื้อคิดเป็น 50% ของประชากรโลก

ในปี 1957 เกิดการระบาดของไข้หวัดอีกครั้ง ซึ่งครั้งต้นตอการระบาดครั้งแรกเกิดขึ้นที่ประเทศจีน และระบาดไปทั่วโลกได้ภายใน 6 เดือน ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 1 ล้านคนและมีประชากรโลกติดเชื้อกว่า 40-50% ซึ่งเชื้อนี้เกิดจากเชื้อ H2N2 และการระบาดครั้งนี้ได้ชื่อว่า ไข้หวัดอาเซียน

ปี 1968 ไข้หวัดกลับมาระบาดอีกครั้ง โดยเริ่มระบาดครั้งแรกที่ประเทศจีน และแพร่ระบาดไปทั่วโลกได้ภายในกลางปี 1969 ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสไข้่หวัดฮ่องกงH3N2 ที่ระบาดในปี 1957 และ เชื้อไวรัส H3N2 ที่เชื่อว่าได้ทำการแลกชิ้นส่วนทางพันธุกรรมกับไวรัสไข้หวัดนกและไวรัสไข้หวัดคน ไวรัสนี้ทำให้มีผู้สียชีวิตกว่า 1-3 ล้านคน

ปี 1997 เริ่มมีรายงานว่ามีผู้ติดเชื้อไข้หวัดสายพันธุ์ที่ระบาดในนก ซึ่งคือเชื้อไข้หวัดนก H5N1 โดยสามารถจำแนกเชื้อได้จากผู้ป่วยได้เป็นครั้งแรก หลังจากนั้นตั้งแต่ปี 2003 เป็นต้นมา เชื้อก็ระบาดไปทั่วโลก ซึ่งในปี 2004 ในประเทศไทยพบว่ามีกรณีที่เชื้อส่งผ่านจากคนสู่คนได้เป็นครั้งแรก และในปี 2005 ก็สามารถยืนยันได้ว่าเชื้อนี้สามารถส่งผ่านจากคนสู่คนได้จริง ในปี 2006-2007 ได้มการพัฒนา ผลิตและรับรองวัคซีนไข้หวัดนกออกมาใช้ และองค์การอนามัยโลกได้ทำการรับรองให้มีการเก็บสำรองวัคซีนไข้หวัดนกไว้ได้

ปี 2009 - ปัจจุบัน ไข้หวัดหมู หรือไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 H1N1 นี้เริ่มระบาดครั้งแรกในเม็กซิโกในวันที่ 18 มีนาคม ในเดือนเมษายนการระบาดก็เริ่มหนักขึ้นในเม็กซิโก จนต้องสั่งปิดสนามฟุตบอล และจำกัดการชุมนุมในที่สาธารณะ ในวันที่ 25 เมษายน องค์การอนามัยโลก ได้ประกาศว่า ไข้หวัดนี้ เป็นเริ่มเร่งด่วนที่นานาชาติควรจะตระหนัก ในวันที่ 27 เมษายน องค์การอนามัยโลกก็ได้ยกระดับการระบาดไปสู่ระดับ 4 ทันที ซึ่งนี้บ่งชี้ถึงนัยยะสำคัญของความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นที่จะเกิดการระบาดไปทั่วโลกได้แต่ไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องหมายถึงว่าเชื้อสามารถระบาดได้ทั่วโลกได้ในที่สุด ถัดไปอีก 2 วันคือวันที่ 29 เมษายนองค์การอนามัยโลกได้ยกระดับการระบาดอีกครั้งเป็นระดับ 5 ซึ่งหมายถึงว่ามีสัญญาณรุนแรงที่เชื้อจะระบาดทั่วโลกได้ ซึ่ง ณ เวลานี้มีหลายประเทศเริ่มมีผู้ป่วยติดเชื้อและเสียชีวิตบ้างแล้ว ในวันที่ 8 พฤษภาคม ทางมหาวิทยาลัยสาธารณสุขของฮาวาร์ดได้ออกโพลออกมา ซึ่งมีกว่า 83% ของชาวอเมริกาที่ระบุว่าพอใจในผลงานของทางการในการควบคุมโรคระบาด และมีผู้ปกครองที่มีเด็กไปโรงเรียนร้อยละ 43% หรือสมาชิกครอบครัวคิดว่าจะไม่ตื่นตระหนกต่อการระบาดของ H1N1 ในปีถัดไปได้

ภาพการระบาดของไวรัสไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ สีดำหมายถึงประเทศที่มีผู้เสียชีวิต สีแดงหมายถึงประเทศที่มีการยืนยันการติดเชื้อ

ในเดือนพฤษาคมวารสารวิชาการ Science ได้แนะนำว่าเชื้อไวรัสไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 นั้น มีอัตราการระบาดที่เท่ากับการระบาดของไข้หวัดที่ระบาดทั่วโลกในสมัยก่อน ในวันที่ 27 พฤษภาคมวารสารวิชาการ New England Journal of Medicine article ได้ออกข้อแนะนำให้องค์การอนามัยโลกประเมิณการระบาดนี้ใหม่เป็นการระบาดในระดับ 6 และให้ประกาศว่าเป็นการระบาดทั่วโลก ในวันที่ 1 มิถุนายน ทางการสหรัฐอเมริกาได้ว่าจ้างและลงทุนกับบริษัท MedImmune ในสัญญามูลค่า 90 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา เพื่อเริ่มต้นพัฒนาวัคซีนจากไวรัสตัวเป็นของ H1N1 มีการคาดการณ์จาก Eurosurveillance ว่าไวรัสสามารถแพร่กระจายจากคนหนึ่งคนไปอีกคนด้วยอัตรา 1:2.3 ซึ่งมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ในวันที่ 11 มิถุนายน องค์การอนามัยโลกก็ได้ประกาศว่าไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 นั้นระบาดอยู่ในระดับ 6 และระบาดทั่วโลกในที่สุด วันที่ 22 มิถุนายนสำนักข่าวซินหัวได้รายงานการทดสอบวัคซีนไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่พัฒนาขึ้นในประเทศจีน ในสิ้นเดือนมิถุนายนจนต้นเพือนกรกฏาคม ทางการเดนมาร์กและญี่ปุ่นได้พบว่าเชื้อไวรัสไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 นั้นสามารถต้านทานยาทามิฟลูได้แล้ว แต่องค์การอนามัยโลกกลับแย้งว่านั้นเป็นกรณีที่หายากของการต้านทานยา และ ณ ตอนนี้ไม่มีหลักฐานใดจะบ่งชี้ว่าเชื้อนั้นต้านทานยาต้านเชื้อในไวรัส H1N1 จนถึงวันนี้มีผู้ติดเชื้อกว่า 138,719 คนและเสียชีวิตประมาณ 862 คน*

ที่มา - nature.com, bbc.co.uk และ wikipedia.org

*ตัวเลข ณ วันที่ 19 มิถุนายน 2009

duocore