มาต่อกันจาก วันแรก ในวันที่ 2 นี้เนื่องจากวันแรกรับข้อมูลมากเกินทำให้เกิดอาการเพลียเลยตื่นสายไปร่วมงานประมาณ 9 โมงเช้าได้เข้าไปฟังที่ห้อง Arcadia Hall ซึ่งอยู่บริเวณสวนหย่อมใต้โรงแรม ซึ่งห้องนี้จะพูดเกี่ยวกับเรื่อง Proteomic and genomic researches on dengue ผมไปทันฟังหัวข้อที่ 2 ในตอนเช้าคือเรื่อง
Can serum proteomics identify biomarkers that can differentiate between dengue and other febrile illnesses or predict the develoment of complications?
โดย Brian Ward จาก MEDICINE Host Resistance เป็นการอธิบายถึงการใช้เทคนิคทาง proteomics มาใช้นำการตามหาเครื่องหมายของการเป็นโรคไข้เดงกี่หรือไข้เลือดออกที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นหรือใช้เพื่อจำแนกระดับอาการของโรคที่เกิดขึ้น ด้วยการใช้เทคนิค Surface-Enhanced, Laser-Desorpti on and Ionization, Time-Of-Flight Mass Spectrometry สามารถจำแนกระดับอาการและความถูกต้องของโรคได้อย่างดี ทำให้เชื่อได้ว่าเทคนิคดังกล่าวจะมีความสำคัญในการวินิจฉัยในอนาคต
NIAID genomic and bioinformatics efforts on dengue
โดย Elliot J. Lefkowitz (USA) เป็นการพูดถึงฐานข้อมูลทางไวรัสเดงกี่และไวรัสสายพันธุ์ที่เกี่ยว ซึ่งเป็นการใช้ความรู้ทาง bioinformatics และการทำการทดลองในการหาลำดับพันธุกรรมของไวรัสทั้งหมดแล้วสร้างเป็นฐานข้อมูลแบบต่าง ๆ ตัวอย่างเช่นฐานข้อมูลจีโนม ฐานข้อมูลยีน และอื่น ๆ
โดยสามารถเข้าได้ที่เว็บ denguedb.org และ เว็บ VBRC
หลังจากนี้เป็นการพักเบรกแล้วต่อด้วยการนำเสนอจากผู้ที่ขอมานำเสนอผลงานตัวเอง ซึ่งผมได้ฟังเรื่อง
AEDES AEGYPTI ANTI-DENGUE IMMUNE RESPONSES
โดย George Dimopoulos จาก Johns Hopkins Malaria Research institute เป็นการนำเสนอว่า อณูทางชีววิทยาของยุงที่เป็นพาหะของไวรัสเดงกี่นั้นยังไม่มีใครรู้และยุงนั้นมีระบบภูมิคุ้มกันอย่างไรถึงสามารถป้องกันเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ นักวิจัยพบว่ายุงมีกลไกการป้องกันอีกแบบทำให้ไปตายจากการมีเชื้อไวรัส และมีเชื้อจุลินทรีย์ภายในที่บ่งชี้ว่ายุงจะรอดหรือไม่รอดจากไวรัสนั้นด้วย
และย้ายห้องไปห้องของเรื่อง Molecular virology and diagnosis และได้ฟัง
THE DENGUE VIRUS TRANSLATION-REPLICATION COMPLEX IS LOCATED IN CLOSE ASSOCIATION WITH AUTOPHAGIC MEMBRANES.
เป็นการนำเสนอของอาจารยืที่มหาวิทยาลัยที่เรียนอยู่ (ห้องทดลองในสถาบันเดียวกัน) Dr.Duncan R.Smith ว่าไวรัสหลายประเภทนั้นใช้เยื่อหุ้มของ autophagy เป็นที่ในการจำลองตัวเอง จากการศึกษาในไวรัสเดงกี่พบว่าได้ใช้เยื่อหุ้มนี้เป็นที่ของการจำลองตัวเองเช่นกันหมดตอนนี้ รุ่นพี่โทรมาให้ไปรอรับเพราะมาโรงแรมที่พักไม่ถูก ผมจึงต้องกลับที่โรงแรมเพื่อรอดักรุ่นพี่ ซึ่งเป็นการรอจนหมดวันพอดี
ในวันสุดท้ายวันที่ 17 ตุลาคม 2008 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายผมได้เข้าฟังหัวข้อ
Novel approaches to anti-dengue drug discovery
โดย Wouter Schul (Novartis Institute, Singapore) จากบริษัทยา Novartis จาก Novartis Institute for Tropical Diseases (NITD) มานำเสนอเรื่องการพัฒยาเนื่องด้วยว่ายาสามารถให้ในช่วงที่ไข้เพื่อเป็นการป้องกันไว้ก่อนที่จะมีอาการหนักได้ ซึ่งบริษัทมุ่งหวังที่จะผลิตยาเพื่อให้คนที่ไม่สามารถซื้อยาได้หรือในประเทศกำลังพัฒนา ทางบริษัทได้ใช้เทคนิคในการเลือกเป้าหมาย จำแนกเป้าหมาย การคัดกรองโดยการใช้เซลล์ และ เอนไซม์ การใช้การคัดกรองสารด้วยการทดลองทางคอมพิวเอตร์และการสร้างโมเดล เพื่อนำไปสู่ความสมบูรณ์ในการทดลองในหลอดทดลองและในสิ่งมีชีวิต เพื่อให้ได้ยาที่มีประสิทธิภาพ และสามารถพัฒนาได้ในระดัยบคลินิก ซึ่งโครงการส่วนใหญ่ของ Novartis นั้นไม่ประสบความสำเร็จและต้องพักไว้ก่่อนตอนนี้ Novartis สนใจในเอนไซม์ที่มีชื่อ NS5 ซึ่งเป็นเอนไซม์ RNA dependent RNA polymerase ซึ่งกำลังอยู่ในการทดลอง
มีวิดีโอให้ดูเล็กน้อย
และต่อด้วย
INHIBITORS OF THE FLAVIVIRUS PROTEASE/COFACTOR INTERFACE
เป็นการนำเสนอจาก Paul Young จาก University of Queensland โดยมาพูดเรื่องโปรตีนของไวรัสที่เรียกว่า NS2B(H)-NS3 ซึ่งเป็นโปรตีนที่จำเป็นของไวรัสในการจำลองตัวเอง โปรตีนนี้จึงเป็นเป้าหมายที่ดีในการหาสารมายับยั้ง เพื่อไม่ให้ไวรัสจำลองตัวเองได้ ฉะนั้นการศึกษาลักษณะและคุณสมบัติของโปรตีนจึงเป็นสิ่งจำเป็น ทีมวิจัยได้ทำการกลายพันธุ์ไวรัสแล้วพบว่า มีบริเวณ 2 บริเวณคือใน NS2B ตั้งแต่กรดอะมิโนที่ 59-62 และ NS2B กรดอะมิโนที่ 75-87 นั้นมีนัยยะสำคัญเพราะเมื่อเปลี่ยนเป็นกรดอะมิโนตัวอื่นแล้วทำให้ค่ากิจกรรมของเอนไซม์อ่อนลง ซึ่งตรงบริเวณนี้อาจเป็นบริเวณให้โปรตีนที่จะตัดเข้ามาจับกับเอนไซม์ การที่สามารถสร้างสารมายับยั้งบริเวณนี้ได้จะสามารถยับยั้งไวรัสเดงกี่ได้และไวรัส West Nile กับไข้สมองอักเสบเจอีที่อยู่ในตระกูลเดียวกัน
DESIGN OF INHIBITOR FOR DENGUE VIRUS TYPE 2 NS2B/3 SERINE PROTEASE
โดย Noorsaadah Abd. Rahman จากมหาวิทยาลัยมาลายา (University Malaya) มานำเสนอการใช้สารจากธรรมชาติมายับยั้งโปรตีน NS2B(H)-NS3 จากการศึกษาในคอมพิวเตอร์เพื่อเลียบแบบปฏิิกิริยาของโปรตีนไวรัสและสารธรรมชาติ จนสามารถดำเนินการสร้างสารที่มีความคล้ายสารธรรมชาติได้ ซึ่งการศึกษาแสดงให้เห็นถึงทางเลือกใหม่ในการยับยั้งโปรตีนนี้ สารธรรมชาตินี้มาจากรากของต้น Boesenbergia rotunda ซึ่งการทดสอบทางคอมพิวเตอร์ให้ผลที่ดีจนสังเคราะห์อนุพันธ์ของสารนี้ออกซึ่งเป็นอนุพันธ์ของ cyclohexenyl chalcone ได้แสดงว่ามีการยับยั้งโปรตีนของไวรัสนั้นที่ดีได้
THE FIBRIN-DERIVED PEPTIDE BBETA15-42 (FX06) FOR TREATMENT OF CAPILLARY LEAK
โดย Marion Gröger จาก Medical University Vienna มาบรรยายเรื่องการรั่วไหลของของเหลวจากหลอดเลือดในระหว่างการอักเสบเฉียบพลันเช่นการบาดเจ็บที่ปอด หรือการติดเชื้อซึ่งนี้เป็นปัญหาใหญ่ นักวิจัยได้อนุพันธ์เปปไทด์ที่เรียกว่า FX06 ซึ่งสามารถต่อต้านการอักเสบและป้องกันเส้นเลือด จากการทดลองในสัตว์ 3 ชนิดที่มีการรั่วไฟลของเหลวจากการติดเชื้ออย่างไวรัสเดงกี่ พบว่า FX06 นั้นป้องกันเส้นเลือดและป้องการรั่วในระหว่างการช๊อกได้ ซึ่งลดการตายลงและลดความเสียหายของอวัยวะได้
CELL-BASED HIGH THROUGHPUT SCREENING FOR INHIBITORS OF DENGUE VIRUS
โดย Q.-Y. Wang จาก Novartis Institute for Tropical Diseases ได้มาบรรยายถึงการคัดกรองสารที่จะเป็นตัวยับยั้งโปรตีนของไวรัสเดงกี่โดยใช้วิธีที่เรียกว่า cell-based assay เพื่อจำแนกสารจำนวนมากที่มีความสามารถยับยั้งการจำลองตัวเองของไวรัสเดงกี่ วิธีการที่ใช้คือการพัฒนาและประยุกต์ใช้ถาดหลุมที่มีจำนวนหลุม 1596 หลุมในการคัดกรองสาร การทดลองหนึ่งจะวัดการยับยั้งการที่ไวรัสเดงกี่เหนี่ยวนำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ อีกการทดลองจัดวัดการยับยั้งโปรตีนเรื่องแสง Luciferase ที่จะรายงานการจำลองตัวเองของไวรัส ซึ่งผลที่ได้ทำให้สามารถได้สารที่น่าจะเป็นเป้าหมายของการไปยับยั้งโปรตีนได้ 5 ตัวจากสารที่คัดกรองมาจำนวน 1,800,000 สาร
ซึ่งเป็นการหมดช่วงเช้า ต่อจากนั้นช่วงบ่ายเข้าสู่พิธีปิดมีการนำเสนอหัวข้อ
“The 20th Century Re-Emergence of Vector- Borne Infecti ous Diseases:Is Climate or Environmental Change Responsible?”
โดย Duane J. Gubler (USA) มาบรรยายภาพรวมสรุปของการต่อสู้กับโรคติดเชื้อจากไวรัส โดยในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 เป็นช่วงที่มีการระบาดโรคติดเชื้อจากไวรัสอย่างหนัก ซึ่งทำให้เกิดการป่วยและเสียชีวิตจำนวนมาก แต่ก็สามารถควบคุมได้จากการที่โลกเราสามารถพัฒนาการควบคุม การพัฒนายาและวัคซีน และการดูแลรักษาสุขภาพที่ดีขึ้น แต่ช่วยท้ายทศวรรษที่ 1960 ก็มีการเปลี่ยนแปลงในนโยบายและการเปลี่ยนทิศทางการควบคุม โดยการเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องการต่อการป้องกันและการควบคุมโรคให้ดีขึ้น ในทศวรรษที่ 1970 และเร่งมากขึ้นในทศวรรษที่ 1980 จนถึงทศวรรษที่ 1990 โลกก็ได้เกิดการระบาดเกิดขึ้นอีกครั้ง โรคหลายโรคที่เคยควบคุมหรือหายไปในช่วงทศวรรษที่ 1950 และ 1960 เช่นมาลาเลีย ไข้เดงกี่ อหิวาต์ ไอกรน และอีกหลายโรคกลับมาระบาดใหม่จนเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญของโลก และยังพบโรคอุบัติใหม่อีกเช่น อีโบลา เลสลา ซาร์ เอดส์ และอื่น ๆ ระบาดไปในท้องถิ่นและทั่วโลก เมื่อก้าวย่างเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 โรคเหล่านี้ที่กลับมาใหม่ทำให้เกิดการป่วยและเสียชีวิตมากมายอีกครั้ง ซึ่งจำเป็นต้องมีการศึกษาและวิจัยอย่างเร่งด่วนเพื่ออนาคตของเรา
และกล่าวพิธีปิดโดยประธานการจัดงานครั้งนี้ ซึ่งเป็นการปิดการประชุมอย่างเป็นทางการ โดยในงานนี้มีการตั้งกลุ่มการศึกษาความเกี่ยวข้องระหว่างสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปเช่นภาวะโลกร้อนต่อการแพร่ระบาดที่เพิ่มขึ้นของไวรัสเดงกี่ เพื่อเป็นการหาหลักฐานยืนยันว่าโลกร้อนนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องและทำให้เกิดการตื่นตัวในประเทศต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น
เอกสารประกอบการประชุม กดดาว์นโหลด
เอกสารอื่น อ่าน













