โรคไข้เลือดออก (dengue hemorrhagic fever ) ปัจจุบันเป็นที่ตระหนักกันทั่วโลก เนื่องจากการระบาดไปทั่วเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศบริเวณแปซิฟิก อเมริกากลางและอเมริกาใต้ และประเทศเขตร้อนอื่น ๆ และเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงทำให้เกิดการคุกคาามของไวรัสเดงกี่เข้าไปสู่บริเวณใหม่ ๆ ที่มีอากาศร้อนขึ้นและไม่มีการระบาดมาก่อน
ภาพการระบาดของยุงพาหะและบริเวณการระบาดของโรค
ไวรัสเดงกี่นั้นอยู่ในไวรัสจีนัส flavivirus ตระกูล Flaviviridae และมีอยู่ด้วยกัน 4 สายพันธุ์ ซึ่งในประเทศไทยสายพันธุ์ 3 และ 4 นั้นแพร่ระบาดมากสุดแต่สายพันธุ์ 2 นั้นมีอาการรุนแรงสุด ไวรัสเดงกี่นั้นแพร่ระบาดผ่านทางยุงที่มีชื่อว่า Aedes aegypti หรือในชื่อไทยว่ายุงลาย ซึ่งยุงตัวเมียจะกัดและดูดเลือดของผู้ป่วยซึ่งมีเชื้อไวรัสเดงกี เชื้อจะเข้าไปฟักตัวเพิ่มจำนวนในยุงหลังจากนั้นยุงจะมีเชื้อไวรัสอยู่ในตัวตลอดอายุของมัน (ประมาณ 1-2 เดือน) และสามารถถ่ายทอดเชื้อให้คนที่ถูกมันกัดได้ โดยทั่วไข้เลือดออกนั้นแพร่ระบาดได้ตลอดปีแต่พบการระบาดมากสุดในหน้าฝน อย่างไรก็ตามผู้ป่วยที่ติดเชื้อไข้เลือดออกส่วนใหญ่คือผู้ที่มีร่างกายอ่อนแออย่างเช่น เด็ก คนชราและผู้มีอาการป่วย ไวรัสไข้เลือดออกเมื่อมีการติเชื้อไวรัสจะไปฝังตัวและจำลองตัวเองในตับ
ทาง CDC ของสหรัฐอเมริการายงานว่ามีผู้ติดเชื้อไข้เดงกี่ราว 50 ถึง 100 ล้านคนต่อปี และมีอาการไข้เลือดออกประมาณ 1,000 กรณีต่อปี ไข้เลือดออกมีอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 5%

ภาพยุงลาย
อาการของผู้มีไข้เลือดออก
ในการติดเชื้อไวรัสแดงกีครั้งแรก ผู้ป่วยส่วนใหญ่ (80-90%) จะไม่แสดงอาการ ผู้มีอาการจะมีไข้สูง หน้าแดง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดท้อง มีผื่นที่ผิวหนังได้และมีโอกาสเลือดออก การตรวจไข้เลือดออกในระยะแรกนั้นไม่ง่ายเพราะอาการนั้นเหมือนไข้หวัดใหญ่ เพราะฉะนั้นจึงต้องมีการติดตามเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดในระหว่างที่ป่วย
การติดเชื้อไวรัสครั้งที่สอง โดยเชื้อที่ต่างสายพันธุ์กับครั้งแรก อาจเป็นไข้เลือดออก ซึ่งมีอาการสำคัญแบ่งแบ่งออกได้ 3 ระยะ คือ
ระยะไข้ ผู้ป่วยจะมีไข้สูงเกือบตลอดเวลา เด็กบางคนอาจชัก เนื่องจากไข้สูง เบื่ออาหารคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง มักมีหน้าแดง และอาจมีผื่นหรือจุดเลือดออกตามลำตัว แขน ขา ระยะนี้จะเป็นอยู่ราว 2-7 วัน
ระยะช็อค ระยะนี้ไข้จะเริ่มลดลง ผู้ป่วยจะซึม เหงื่อออก มือเท้าเย็น ชีพจรเต้นเบาแต่เร็ว ปวดท้อง โดยเฉพาะบริเวณใต้ชายโครงขวา ปัสสาวะออกน้อย อาจมีเลือดออกง่าย เช่น มีเลือดกำเดาไหล อาเจียนเป็นเลือด อุจจาระมีสีดำ ในรายที่รุนแรง จะมีความดันโลหิตต่ำ ช็อค และอาจถึงตายได้ ระยะนี้กินเวลา 24-48 ชั่วโมง
ระยะพักฟื้น อาการต่างๆจะเริ่มดีขึ้น ผู้ป่วยรู้สึกอยากรับประทานอาหาร ความดันโลหิตสูงขึ้น ชีพจรเต้นแรงขึ้นและช้าลง ปัสสาวะมากขึ้น บางรายมีผื่นแดงและมีจุดเลือดออกเล็กๆ ตามลำตัว
การรักษา
เนื่องจากยังไม่มียาต้านเชื้อไวรัสที่มีฤทธิ์เฉพาะสำหรับเชื้อไวรัสเดงกี การรักษาตามอาการจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยให้ยาพาราเซทตามอลในช่วงที่มีไข้สูง ห้ามให้ยาแอสไพริน เพราะจะทำให้เลือดออกรุนแรงขึ้น ถ้ามีอาการคลื่นไส้อาเจียนให้ยาแก้คลื่นใส้และให้ดื่มน้ำเกลือแร่หรือน้ำผลไม้ครั้งละน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง และคอยสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด เพื่อจะได้ป้องกันภาวะช็อคได้ ระยะที่เกิดช็อคส่วนใหญ่จะเกิดพร้อมๆกับช่วงที่ไข้ลดลง อาการก่อนที่จะช็อคคือ อาการปวดท้อง ปัสสาวะน้อยลง มีอาการกระสับกระส่ายหรือซึมลง มือเท้าเย็นพร้อมๆกับไข้ลดลง หน้ามืด เป็นลมง่าย หากเป็นดังนี้ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที เพื่อให้น้ำเกลือหรือให้เลือดเพื่อรักษาระดับของเหลวในร่างกายให้คงที่
การป้องกัน
หลีกเลี่ยงการถูกยุงกัด กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงและควบคุมจำนวนประชากรยุง
การพัฒนาวัคซีนและยา
ยังไม่มีวัคซีนสำหรับไวรัสเดงกี่ตามท้องตลาด อย่างไรก็ตามมีโครงการพัฒนาวัคซีนมาตั้งแต่ปี 2003 เพื่อเร่งการวิจัยและผลิตวัคซีนวัคซีนต่อต้านไข้เลือดออกให้กับเด็กประเทศที่ยากจนที่ไม่มีโอกาสได้เข้าถึงยา ประเทศไทยได้มีการทดสอบวัคซีนไวรัสไข้เลือดออกในอาสาสมัครจำนวน 3,000 ถึง 5,000 คนหลังจากประสบความสำเร็จในการทดสอบในสัตว์และอาสาสมัครกลุ่มเล็ก วัคซีนที่ได้เลือกตอนนี้เข้าสู่การทดสอบระยะที่ 1 และระยะที่ 2 ปัญหาสำคัญของการพัฒนาวัคซีนคือการที่ไวรัสมีจำนวนสายพันธุ์ถึง 4 สายพันธุ์ทำให้วัคซีนที่พัฒนาออกมาต้องยับยั้งได้ทั้ง 4 สายพันธุ์และกลไกการติดเชื้อของไข้เลือดออกนั้นมีความซับซ้อน


ภาพอนุภาคของไวรัสจากเซลล์เพาะเลี้ยง
ส่วนการพัฒนายานั้นมีบริษัทยาและสถาบันวิจัยนั้นสนใจพัฒนายาที่สามารถยับยั้งกลไกทางอณูชีววิทยาของการจำลองตัวเองของไวรัส โดยจะไปยับยั้งโปรตีนที่มีชื่อว่า Protease ซึ่งจะเป็นโปรตีนที่ใช้ทำงานในการตัดโปรตีนของไวรัสเองให้ทำงานได้ และโปรตีนที่ชื่อว่า Helicase/NTPase ซึ่งเป็นโปรตีนที่ต่อกับ Protease เป็นโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับการจำลองตัวเองของไวรัส โดยตอนนี้มีสารหลายตัวที่ให้ผลน่าสนใจและอาจวางจำหน่ายได้ในเร็ว ๆ นี้ และด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีจึงได้มีโครงการ Discovering Dengue Drugs – Together (DDDT) ซึ่งเป็นโครงการร่วมมือของคอมพิวเตอร์กริดทัวโลกโดยการสนับสนุนจากนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเทกซัสและมหาวิทยาลัยชิคาโก โดยมีเป้าหมายที่จะหายาที่มีผลต่อไวรัสในตระกูล flaviviridae
ในคราวนี้ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุมนานาชาติว่าด้วยเรื่อง Dengue and Dengue Haemorrhagic Fever ครั้งที่ 2 ซึ่งจัดที่ภูเก็ตในระหว่างวันที่ 15-17 นี้ ซึ่งผมได้มางานนี้ก็จะได้ทำการรายงานความเคลื่อนไหวของงาน ความสำคัญ และอนาคตของไข้เลือดออกนี้ต่อไป
ที่มา - wikipedia.org, cdc.gov, คณะเวชศาสตร์เขตร้อนมหาวิทยาลัยมหิดล และ dengue2008phuket


